4 โรคอันตราย ป่วยแล้วห้ามขับรถคนเดียว

โรคอันตรายอะไรบ้างที่ป่วยแล้วไม่ควรขับรถคนเดียว เพราะมีโอกาสเสี่ยงวูบ ทำให้เกิดอุบัติเหตุได้สูง
ก่อนหน้านี้เราคงได้ยินข่าวคนมีโรคประจำตัวบางอย่างไปขับรถแล้วเกิดวูบจนเกิดอุบัติเหตุอันเศร้าสลดตามมา ด้วยเหตุนี้ กระทรวงสาธารณสุข จึงออกมาย้ำเตือนกันอีกครั้ง โดยเฉพาะผู้ที่ต้องทำหน้าที่ขับรถ หรือมีอาชีพขับรถรับจ้าง หากมีโรคประจำตัว 4 โรคต่อไปนี้ ควรหลีกเลี่ยงการขับรถคนเดียวโดยเด็ดขาด เพื่อความปลอดภัยของตัวเองและผู้ร่วมทาง นั่นคือ
1. โรคหัวใจ
2. เบาหวาน
3. ลมชัก
4. ผู้ที่เคยได้รับการผ่าตัดสมองมาก่อน
ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุข ยังได้ร่วมกับกรมการขนส่งทางบก และแพทยสภา เสนอเพิ่มทั้ง 4 โรคนี้ เข้าไว้ในโรคที่มีความเสี่ยงเกิดอันตรายขณะขับรถ นอกเหนือจากที่กฎหมายการจราจรขนส่งทางบกในการขอใบอนุญาตขับรถ กำหนดไว้ 5 โรค คือ โรคเรื้อน โรคเท้าช้าง ติดยาเสพติด พิษสุราเรื้อรัง และวัณโรคระยะติดต่อ เพราะทั้ง 4 โรค ก่อให้เกิดอันตรายได้หากเกิดอาการป่วยขึ้นมากะทันหัน ซึ่งรายละเอียดของทั้ง 4 โรคที่กำหนดไว้ก็คือ

  1. ลมชักที่กินยาควบคุมอาการไม่ได้
    2. โรคเบาหวานที่ต้องฉีดอินซูลิน อาจเกิดอาการวูบจากน้ำตาลในเลือดต่ำ
    3. ผู้ป่วยโรคหัวใจอาจเกิดอาการกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดอย่างกะทันหัน
    4. ผู้ป่วยหลังผ่าตัดสมองบางรายที่อาจมีปัญหาเรื่องการควบคุมการทรงตัว และการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ และมีผลต่อการตัดสินใจในการควบคุมบังคับรถ
    โดยผู้ป่วย 4 อาการดังกล่าวควรได้รับการตรวจรักษาโดยแพทย์อย่างใกล้ชิด หากตรวจแล้วพบว่าสภาพร่างกายไม่พร้อม แพทย์จะแนะนำให้หยุดขับรถชั่วคราว อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการออกเป็นกฎหมายเพื่อบังคับใช้ต่อไป
    ในส่วนของการขับขี่รถอย่างปลอดภัยนั้น กระทรวงสาธารณสุขได้แนะนำไว้ด้วยว่า
    ควรมีการเตรียมสภาพร่างกายและจิตใจให้พร้อม โดยนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพออย่างน้อย 8 ชั่วโมง
    หากเครียดไม่ควรขับรถ เพราะความเครียดจะทำให้มีอาการนอนไม่หลับ เท่ากับเราพักผ่อนไม่เพียงพอ
    ไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
    หากขับรถระยะทางไกล ควรพักทุก 4 ชั่วโมงหรือทุก 300 – 400 กิโลเมตร และควรมีคนขับสำรอง
    ปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด
    ก่อนออกเดินทางควรศึกษาเส้นทาง และตรวจสอบความพร้อมของรถทุกครั้ง

 

ขอบคุณ: http://health.kapook.com/

 

 157 total views,  2 views today